พระอัจฉริยภาพ

 

ด้านภาษาไทย
    ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยหรือตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นไทย ทรงเน้นให้รักษาเอกลักษณ์ของภาษาที่มีความเรียบง่าย กระชับ งดงาม สละสลวยอยู่ในตัวเอง ซึ่งเป็นหลักให้คนไทยรู้จุดยืนของตนเอง รู้จักความเป็นไทย รู้จักรากเหง้าชีวิตบรรพบุรุษตน อันจะธำรงความเป็นชาติไว้ได้

ด้านดนตรี
   พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาเกี่ยวกับวิชาดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ขณะศึกษาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ทรงฝึกเขียนตัวโน๊ตและบรรเลงเพลงคลาสสิก นอกจากนี้ยังทรงศึกษาประวัตินักดนตรี ทั้งยังทรงเปรียบเทียบฝีมือการเล่นจากแผ่นเสียง พระองค์ทรงเห็นว่า ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความปิติ ความสุข ความยินดี ความพอใจได้มากที่สุด                   พระองค์ทรงใช้ดนตรีเป็นสื่อเชื่อมความเข้าใจกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน เสริมสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศ กระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมื่อ ปี พ.ศ. 2507 วงดุริยางค์ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย ได้อัญเชิญเพลงหระราชนิพนธ์ชุด สายฝน ยามเย็น มโนราห์ มาร์ชราชนาวิกโยธิน มาร์ชราชวัลลภ ไปบรรเลง ณ คอนเสิร์ตฮอลล์
ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
   ทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มีมากมายหลายอย่าง อาทิเช่น ทรงแก้ปัญหาจราจรติดขัด ปัญหาความแห้งแล้ง ปัญหาความยากจน และปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม อย่างเช่นเมื่อปลายปีพุทธศักราช 2526 เกิดฝนตกหนักในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล น้ำระบายลงทะเลไม่ทัน จึงท่วมขังยาวนานถึง 5 เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องเสด็จพระราชดำเนินออกตรวจสภาพพื้นที่ด้วยพระองค์เองถึง 6 ครั้ง บางครั้ง พระดำเนินลุยน้ำเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เพื่อทอดพระเนตรข้อเท็จจริง นอกจากจะพระราชทานคำแนะนำเฉพาะหน้าแล้ว เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักยังทรงเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต่อไปจนดึกดื่น เพื่อกำหนดมาตรการดำเนินงานแก้ไขความทุกข์ยากของราษฎรให้พ้นไปอย่างรวดเร็ว
ด้านประติมากรรม
พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีการปั้น การหล่อ การทำแม่พิมพ์ ด้วยพระองค์เอง จากการศึกษาหนังสือศิลปะทางด้านประติมากรรม โดยมีอาจารย์เข้าช่วยถวายงานแด่พระองค์ งานประติมากรรมฝีพระหัตถ์มีประติมากรรมลอยตัวเป็นพระรูปปั้นที่ใช้ดินน้ำมันซึ่งเป็น
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ
ครึ่งพระองค์ สูง 12 นิ้ว เป็นพระรูปปั้นที่มีชีวิตชีวา คล้ายเคลื่อนไหวได้จริง ทั้งสง่างาม สมส่วน นอกจากนี้ยังมีงานปั้นชิ้นอื่นอีกมากมายที่มีความประณีต งดงาม ไม่แพ้กันเลย
ด้านการถ่ายภาพ
พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ทรงฝึกถ่ายภาพมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งนี้กล้องรุ่นเก่า ยังไม่มีเครื่องวัแสงในตัวเอง ทรงวัดแสงและจัดองค์ประกอบของภาพด้วยพระองค์เอง ภาพถ่ายของพระองค์มีเอกภาพและความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ทรงจัดทำห้องมืดไว้ล้าง อัดและขยายภาพ ทำให้ทรงเชี่ยวชาญในการล้างฟิล์ม การอัดขยายทั้งภาพสีและขาวดำ ภาพมีความคมชัด สวยงาม เราจะสังเกตเห็นว่า พระองค์ทรงสะพายกล้องถ่ายรูปเป็นประจำไม่ว่าจะเสด็จไปไหนมาไหน
ด้านการกีฬาและงานช่าง
พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว โปรดกีฬาเรือใบและการต่อเรือใบ ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบทีมชาติที่เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาแหลมทอง โดยทรงใช้เรือใบที่ทรงต่อขึ้นด้วยพระองค์เอง อีกทั้งทรงได้รางวัลชนะเลิศ เมื่อวันที่ 165 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ซึ่งในปีต่อๆมา ถือเป็นวันกีฬาแห่งชาติ
ด้านการศึกษา
พระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาทต่างๆที่เราเคยได้รับฟังหรือได้ยินมา เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านการศึกษาได้อย่างชัดเจน พระองค์ทรงพระราชโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง ด้วยทรงตระหนักดีว่า การศึกษาคือ หนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศในทุกๆด้าน ทรงเล็งเห็นว่า การศึกษาหาความรู้มิได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น ทรงให้จัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนรวมทั้งผู้ใหญ่ซึ่งสนใจ สามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะพระราชดำริในการก่อตั้ง มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งส่งสัญญาณรายการที่เกี่ยวข้องกับการศึดษาผ่านดาวเทียมไทยคม ไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยและออกอากาศผ่านช่องสัญญาณยูบีซี เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาตลอดชีวิต